เป็นเดือนเกิดที่ยุ่งมากๆ เพราะจนถึงตอนนี้ก็มีทั้งการทำรายงานและชิ้นงานเยอะมาก เพราะหลายวิชา แล้วก็ต้องเตรียมตัวสอบปลายภาคของเทอมแรกนี้อีก เหนื่อยมากๆ (จริงๆถ้าทำมาเรื่อยๆตลอดก็คงจะไม่เหนื่อยขนาดนี้ แต่ที่ผ่านมาก็ใช่ว่าจะเอาแต่นอนเล่นนะ การบ้านก็มีให้ทำทุกคาบเลยล่ะ)
ตั้งแต่ขึ้นปีสองมาก็คิดว่าพอเริ่มปรับตัวได้ก็พอดีกับที่งาน การบ้านแล้วเนื้อหาก็เยอะบวกยากขึ้นตามมาด้วย ต้องรู้ทั้งทฤษฎีต่างๆเยอะแยะ พัฒนาการเด็กแต่ละวัย ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคม ปัญญา วิธีการดูแลเด็กทารก กับเด็กเตาะแตะ (ที่มารู้ตอนเรียนนี่แหละว่า ทารกกับเตาะแตะ มันคนละวัยกัน) ของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การจัดสภาพแวดล้อม ห้องเรียนตามแบบมอนเตสซอรี่(Montessori) แบบเรกจิโอ(Reggio) วอล์ดอร์ฟ
บลาบลาบลา...
และเพราะว่าเป็นสาขาเล็กๆ เวลาลงเรียนวิชาสาขาก็จะมีกันห้องละยี่สิบกว่าคน(คือหนึ่งชั้นปี มีกันประมาณนี้แหละ) แล้วก็อาจารย์ในสาขาก็จะรู้จักกัน เวลาเรียนก็จะเป็นแบบ เปิดpowerpointแล้วก็บรรยายๆๆๆๆๆ แล้วก็มีประเด็นมีการdiscussบ้าง อย่างเวลานึกอะไรที่เกี่ยวข้องออก หรือสงสัยก็จะถาม ซึ่งมีหลายครั้งมากที่หลุดประเด็นกันไปครึ่งคาบ แล้วที่สำคัญคือ ไม่ค่อยได้จดเลคเชอร์ แล้วก็ใกล้สอบแบบนี้ก็จะมาวิ่งหาปริ้นเอาท์ของpowerpointกันให้วุ่นไปหมด ใครมีชีทเก่าจากสายรหัสก็เอามาแบ่งๆกัน
และที่หนักเลยคือ เรียนมาจนจะสอบแล้วยังงงอยู่ว่า ตกลงนี่เราเรียนอะไรไปบ้าง(วะ)???
ไม่ใช่ว่าไม่เรียนนะ แต่ไม่ได้เลคเชอร์(ที่เป็นเหมือนจดบันทึก) แล้วอาจารย์ก็สอนแบบหลุดออกจากคอร์สซิลลาบัส (Course Syllabus) ไปโดยสิ้นเชิง คือรู้นะว่าเรียนเรื่องอะไร แต่พอมาประมวลข้อมูล ความรู้ที่ได้แล้วมันกระจัดกระจายมาก พอจะสอบทีต้องถามอาจารย์ว่า "เรื่องนี้ออกมั้ยคะ?" "ที่อาจารย์พูดอันนี้ออกมั้ยคะ?" ปวดหัว (=..=)
เทอมหน้าคงต้องจด แบบจดจริงจังแล้วล่ะ (TT^TT)
เทอมนี้ได้ไปObserveเด็กบ่อยขึ้น ได้ไปเล่านิทานหุ่นมือ(เน่าๆ ที่ทำกันเอง แล้วก็แต่งเรื่องเองสดๆด้วย) ที่ได้ไปมาก็คือ ไปสำรวจ(การจัด)สภาพแวดล้อมที่โรงเรียนรุ่งอรุณ ไปเล่านิทาน แล้วก็สำรวจห้องพยาบาล(การจัดพื้นที่ดูแลสุขภาพ)ที่สาธิตจุฬาฯ แล้วก็เอาของเล่นทดลองเล่นกับน้องๆ(ทารกกับเตาะแตะ)ที่บ้านเด็กจุฬา นอกจากจะไปเพื่อทำงานแล้ว อุปนิสัย ท่าทาง พฤติกรรมที่เห็น สามารถเอามาเชื่อมโยงกับการเรียนวิชาอื่นๆได้ด้วยนะ เพราะทุกวิชาจะมีแกนของเนื้อหาเป็น พัฒนาการเด็ก แล้วก็แตกรายละเอียดกันไปว่า เรื่องการส่งเสริมสุขภาพ เรื่องการจัดการศึกษา เรื่องการจัดห้องเรียน สภาพแวดล้อม ก็จะสามารถเอาพฤติกรรมเด็กที่เห็นตรงนั้นมาdiscussกันในคาบเรียนได้ และเพราะมัวแต่discussนี่แหละ เลยไม่จดอะไรเป็นตัวเป็นตนซักอย่าง (TT-TT)
"ปฐมวัย ... ใครว่าง่าย???" จริงๆด้วย
ยิ่งเพราะเรียนวิทย์มา แล้วก็เป็นคนที่ถูกสอนให้ "เนื้อๆ ไม่เอาน้ำ" มาตลอด พอเจอแบบบรรยายไปเรื่อยๆ เลยจับประเด็นลำบากมาก ต้องเลคเชอร์ใหม่นี่แหละ ดีกว่าอ่านของพี่หรือปริ้นเอาท์เยอะเลยล่ะ
นอกจากเนื้อที่ยากและซับซ้อนมากขึ้น(เพราะเยอะและไอ้วิธีเรียนข้างบนนั่น) งานก็เยอะตามมา การบ้านก็มหาศาลล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนมาก ทั้งรายงานปลายภาค(จริงๆ เพราะส่งชนกับสอบพอดี เลือกไม่ถูกทีเดียว --3--) ของทุกวิชาที่พร้อมใจกันสั่ง แล้วก็ยังมีสารพัดชิ้นงาน ทั้งของเล่น ทั้งเว็บไซต์(ไฮเทคขึ้น แต่ก็ยุ่งมากขึ้น เพราะบางวิชาใช้ Web Blackboard ทำงาน ส่งงาน แล้วก็ต้องรายงานว่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่งลิงค์เว็บ(Google Site) ที่ทำผ่านการreply ในTwitterของอาจารย์ นี่แหละ วิชา เทคโนโลยีและการสื่อสารทางการศึกษา.. อะไรซักอย่าง) นี่เรียนพยาบาลฉุกเฉินก็ต้องมีสอบปฏิบัติการพันผ้าพันแผลแบบต่างๆ การทำCPR อีก (TT^TT) วิชาสุนทรียศึกษา ก็ต้องไปหาดูงานศิลปะ หรือดนตรี หรือละครเวที แล้วเอามานั่งวิเคราะห์วิจารณ์ ทำเป็นpowerpoint ส่งเข้าBlackboard (อีกแล้ว) ... อื่นๆอีกมากมาย มากมาย อื่นๆอีกมากมาย มากม๊ายยยยยยยย~ (TT[]TT/////)
เป็นการเพ้อที่ยาวมาก
แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้ว มีความสุขนะ ไม่ใช่ว่าสุขเพราะ "ชั้นชอบวิชานี้ สาขานี้" แต่ชอบเพราะคิด แล้วก็รู้สึกว่ากำลังได้ "เรียน" การเรียนเป็นการสร้างประสบการณ์แบบย่นระยะเวลาลงมา ไม่งั้นเราอาจจะต้องใช้เวลาสิบปี ยี่สิบปีกว่าจะเข้าใจและรู้จักแก้ปัญหาได้ แต่เราเรียน เรียนรู้ล่วงหน้าสิ่งที่จะเจอ จากสิบปีก็เหลือห้าปี
เราทนไม่ได้ถ้าเรียนแล้วรู้สึกว่า "ไม่รู้อะไรเลย" จะถามตัวเองว่า กำลังทำอะไรอยู่? ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ใช่แค่ว่าจะผ่านไม่ผ่าน แต่ถึงผ่านไปแล้วว่างเปล่า เสียเวลาห้าปีไม่มีอะไรเลย จะไปทำอะไรกิน ต้องเสียเวลาอีกสิบปีมาเรียนรู้เอง เหนื่อยมั้ย? เหนื่อยตอนนี้ สบายทีหลัง เหนื่อยตอนที่ยังเหนื่อยได้ ยังเด็ก ยังไหว แล้วพอแก่ไปก็แก่ความรู้ แก่ประสบการณ์ เป็นประโยชน์กว่ามั้ย? พ่อกับแม่สอนแบบนี้ตลอด (^^)
แล้วเราก็ชอบ ความรู้สึกเหมือนทุกอย่างที่ทำตรงนี้มีนคืออนาคตข้างหน้า อนาคตของครูอนุบาล หรือพี่เลี้ยงเด็ก หรือนักวิจัย อะไรก็ได้ ที่ได้ใช้สิ่งที่เรียนมาเลี้ยงตัวเองได้
เราไม่เคยมีความฝันว่าอยากเรียนอะไร อยากเป็นอะไร มีแต่อะไรที่ไม่เอา ไม่ได้ ไม่ไหว(จริงๆ) ก็ตัดออกไป สุดท้ายตอนนี้มาเรียนตรงนี้ ไม่เคยเสียใจ คิดว่าตัวเองโชคดีที่เป็นแบบนี้ เพราะความสุขของเราคือ ประโยชน์ที่เรากำลังจะสร้างในอนาคต ไม่ใช่ว่าไม่ชอบในสิ่งที่เรียน มันยืดหยุ่นกว่ากันมาก เพราะยืดหยุ่น เลยมีความสุขได้ง่าย พอคิดแบบนี้แล้วก็รู้สึกว่า "ดีงจังวุ้ย ที่มีนิสัยแบบนี้" เพราะทุกคนต้องมีความทุกข์ ถ้าสุขง่าย ชีวิตก็สดใส
ตอนนี้เหนื่อย แต่พอผ่านไปแล้วมันก็จะสดใส
เราเชื่อแบบนั้นนะ
เฮ้ย! ตอนนี้สดใสมาก งานไม่เดินมัวแต่อัพบล็อก (ฮ่าๆๆๆๆๆๆ)
รูปเซตนี้เป็นตอนไปบ้านเด็กจุฬาคั้งล่าสุด
"สิน ละ ปะ มา กำ!!!"

คนนี้คือ คุณคิม(ไม่แคร์สื่อ) เพราะไม่แคร์สื่อจริงๆ ใครจะทำอะไรเชิญ เพราะคุณคิมยินดีจะยืนนิ่ง นั่งนิ่ง ประกอบกับหน้าตาเหวี่ยงๆสไตล์เกาหลีเหนือ
ข้างล่างคือซีรี่ย์ พลอยพลอย @ห้องทารก น่ารักตลอดกาล "บ๊ายบาย จุ๊บๆ"



ข้าวกล่อง โดยคุณยาย (อิอิอิอิอิ)
ละครนิเทศ เรื่องวิมานมายา final round สนุก และไดร์ไอซ์แรงมาก XD
กล้องไม่ผิด ผิดที่คนมันถ่ายมืดๆไม่เป็น :(
:D