ปิดเทอมแล้ว เย้ๆ :] :]

posted on 05 Oct 2009 17:40 by ouxoui

ช่วงนี้คุณยายทวดกลับมาเยี่ยมที่บ้าน :D

อายุประมาณแปดสิบแล้ว แต่ยังแข็งแรง ผิวใสปิ๊งอยู่เลย ฟิตพอๆกับยายนั่นแหละ แม่ลูกคู่นี้เค้าชอบแอดเวนเจอ  วันๆเม้าท์กันแต่เรื่องเก่าๆ (บางทีก็เก่ามากๆ เก่าเกิน ตั้งแต่สมัยธรรมศาสตร์ยังเป็นมหาวิทยาลัยเปิดอยู่นั่นแหละ )

ปกติแล้วคุณยายทวดไม่ได้อยู่กับเรา เพราะไม่สะดวกเรื่องสภาพแวดล้อม แต่เจอกันทีไร ต้องอลังการในความขาวใสอมชมพู ขยันเสริมความงามของยายทุกที ทั้งทาครีมหน้า ตัวไม่ให้ขาด ตื่นเช้ามาก็ออกกำลังกาย กินแต่อาหารเพื่อสุขภาพ (พวกผักประเภทที่เราไม่คิดจะกินนั่นแหละ ) แถมยังนอนบ่มผิวอีก ผิวยายเลยนุ่มกิ๊งยังกับสาวๆ <3 น่าอิจฉามาก

เราตอนนี้อายุยี่สิบไปเรียบร้อยแล้ว (ลาก่อนเลขหนึ่ง ) และชอบร้องเพลง "เข้าผับ" มาก (ฮ่าๆๆๆๆๆ) (แปลงมาจากเพลง 'เข้ากลุ่ม' ของเด็กๆอนุบาล) ไม่หรอก ก็ร้องไปอย่างนั้น ยังไม่เคยและไม่คิดจะเข้าในเร็ววันนี้แน่นอน เห็นเพื่อนไปแต่ละทีก็หมดเนื้อหมดตัวไปตามๆกัน จ่ายเงินค่าเหล้ากับเข้าไปเต้น โห~ ตั้งหลายบาท เก็บไว้กินทงคัทสึเซท กับเป็ดย่างดีกว่า

ตอนนี้ปิดเทอมอยู่ เพิ่งปิดมาได้ประมาณอาทิตย์นึงเลยยังไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากกินๆนอนๆ ไม่ยี่หระกับภาวะวิกฤตที่กำลังก่อตัวที่หน้าท้อง ตอนนี้หนังหน้า(ท้อง)ตึงยังกะไปยืดมาแน่ะ! แต่อาทิตย์นี้นอกจากจะนัดกินข้าวแล้วก็เริ่มไปทำงานพิเศษที่มหาวิทยาลัยด้วย (เงินจ๋า มานี่มะ )

นัดกินข้าว!!! อาทิตย์นี้มีสามนัด คือสายรหัส น้องสาว กับเพื่อน(บ้า ) นัดกินทั้งนั้นเลย ตายแน่~

วันนี้ไปกินที่ กิ่ง กัลปพฤกษ์ ที่สยามพารากอนมา ไม่เคยกินเลย แปลกๆดี พวกเนื้อวัวไม่ได้กินนานมากแล้ว ก็ได้กิน อุบาทว์ตัวเองมาก พี่สั่งโรตีแกงเนื้อไป พอมาถึง

"อุ๊ย กลิ่นเหมือนเขียวหวานเลย" แหม ฉลาดจริงๆ

"ก็ใช่น่ะสิ สั่งแกงเขียวหวานไป" โง่ทันตา

อยากจะตัดสายตัวเองทิ้ง บ้าบอจริงๆ

อาหารอร่อย เค้กก็อร่อย เอาไว้คราวหน้าจะพาแม่ไปกิน ทำงานเก็บตังค์ก่อน (ฮ่าๆๆๆๆๆ แม่จะได้กินมั้ยเนี่ย???) และเป็นครั้งแรกที่กิน 'ลิ้นวัว'

รสชาติหรอ .. ดีนะ

ความเห็นส่วนตัว .. ขอแค่เนื้อก็พอ

 

*เมื่อกี้เดินผ่านยายกับทวดนินทาว่า "ดูพุงมัน" แม่ลูกคู่นี้ร้ายมาก!*

ทำงานพิเศษแล้วก็จะไปฟิตเนสด้วย ให้ยายทำกับข้าวเจ๋งๆให้กินด้วย สะ-บาย   

เพราะเจอกันล่าสุด พ่อยื่นคำขาดว่า "สิบโล ไอ้ตูดกะละมัง" :P :P

^^V

ปล. เอากล้องไป แต่ไม่ได้ถ่าย จ๊าดง่วงจริงๆ มัวแต่ห่วงกิน

Busy September

posted on 07 Sep 2009 11:42 by ouxoui

เป็นเดือนเกิดที่ยุ่งมากๆ เพราะจนถึงตอนนี้ก็มีทั้งการทำรายงานและชิ้นงานเยอะมาก เพราะหลายวิชา แล้วก็ต้องเตรียมตัวสอบปลายภาคของเทอมแรกนี้อีก เหนื่อยมากๆ (จริงๆถ้าทำมาเรื่อยๆตลอดก็คงจะไม่เหนื่อยขนาดนี้ แต่ที่ผ่านมาก็ใช่ว่าจะเอาแต่นอนเล่นนะ การบ้านก็มีให้ทำทุกคาบเลยล่ะ)

ตั้งแต่ขึ้นปีสองมาก็คิดว่าพอเริ่มปรับตัวได้ก็พอดีกับที่งาน การบ้านแล้วเนื้อหาก็เยอะบวกยากขึ้นตามมาด้วย ต้องรู้ทั้งทฤษฎีต่างๆเยอะแยะ พัฒนาการเด็กแต่ละวัย ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคม ปัญญา วิธีการดูแลเด็กทารก กับเด็กเตาะแตะ (ที่มารู้ตอนเรียนนี่แหละว่า ทารกกับเตาะแตะ มันคนละวัยกัน) ของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การจัดสภาพแวดล้อม ห้องเรียนตามแบบมอนเตสซอรี่(Montessori) แบบเรกจิโอ(Reggio) วอล์ดอร์ฟ

บลาบลาบลา...

และเพราะว่าเป็นสาขาเล็กๆ เวลาลงเรียนวิชาสาขาก็จะมีกันห้องละยี่สิบกว่าคน(คือหนึ่งชั้นปี มีกันประมาณนี้แหละ) แล้วก็อาจารย์ในสาขาก็จะรู้จักกัน เวลาเรียนก็จะเป็นแบบ เปิดpowerpointแล้วก็บรรยายๆๆๆๆๆ แล้วก็มีประเด็นมีการdiscussบ้าง อย่างเวลานึกอะไรที่เกี่ยวข้องออก หรือสงสัยก็จะถาม ซึ่งมีหลายครั้งมากที่หลุดประเด็นกันไปครึ่งคาบ แล้วที่สำคัญคือ ไม่ค่อยได้จดเลคเชอร์ แล้วก็ใกล้สอบแบบนี้ก็จะมาวิ่งหาปริ้นเอาท์ของpowerpointกันให้วุ่นไปหมด ใครมีชีทเก่าจากสายรหัสก็เอามาแบ่งๆกัน

และที่หนักเลยคือ เรียนมาจนจะสอบแล้วยังงงอยู่ว่า ตกลงนี่เราเรียนอะไรไปบ้าง(วะ)???

ไม่ใช่ว่าไม่เรียนนะ แต่ไม่ได้เลคเชอร์(ที่เป็นเหมือนจดบันทึก) แล้วอาจารย์ก็สอนแบบหลุดออกจากคอร์สซิลลาบัส (Course Syllabus) ไปโดยสิ้นเชิง คือรู้นะว่าเรียนเรื่องอะไร แต่พอมาประมวลข้อมูล ความรู้ที่ได้แล้วมันกระจัดกระจายมาก พอจะสอบทีต้องถามอาจารย์ว่า "เรื่องนี้ออกมั้ยคะ?" "ที่อาจารย์พูดอันนี้ออกมั้ยคะ?" ปวดหัว (=..=)

เทอมหน้าคงต้องจด แบบจดจริงจังแล้วล่ะ (TT^TT)

เทอมนี้ได้ไปObserveเด็กบ่อยขึ้น ได้ไปเล่านิทานหุ่นมือ(เน่าๆ ที่ทำกันเอง แล้วก็แต่งเรื่องเองสดๆด้วย) ที่ได้ไปมาก็คือ ไปสำรวจ(การจัด)สภาพแวดล้อมที่โรงเรียนรุ่งอรุณ ไปเล่านิทาน แล้วก็สำรวจห้องพยาบาล(การจัดพื้นที่ดูแลสุขภาพ)ที่สาธิตจุฬาฯ แล้วก็เอาของเล่นทดลองเล่นกับน้องๆ(ทารกกับเตาะแตะ)ที่บ้านเด็กจุฬา นอกจากจะไปเพื่อทำงานแล้ว อุปนิสัย ท่าทาง พฤติกรรมที่เห็น สามารถเอามาเชื่อมโยงกับการเรียนวิชาอื่นๆได้ด้วยนะ เพราะทุกวิชาจะมีแกนของเนื้อหาเป็น พัฒนาการเด็ก แล้วก็แตกรายละเอียดกันไปว่า เรื่องการส่งเสริมสุขภาพ เรื่องการจัดการศึกษา เรื่องการจัดห้องเรียน สภาพแวดล้อม ก็จะสามารถเอาพฤติกรรมเด็กที่เห็นตรงนั้นมาdiscussกันในคาบเรียนได้ และเพราะมัวแต่discussนี่แหละ เลยไม่จดอะไรเป็นตัวเป็นตนซักอย่าง (TT-TT)

"ปฐมวัย ... ใครว่าง่าย???" จริงๆด้วย

ยิ่งเพราะเรียนวิทย์มา แล้วก็เป็นคนที่ถูกสอนให้ "เนื้อๆ ไม่เอาน้ำ" มาตลอด พอเจอแบบบรรยายไปเรื่อยๆ เลยจับประเด็นลำบากมาก ต้องเลคเชอร์ใหม่นี่แหละ ดีกว่าอ่านของพี่หรือปริ้นเอาท์เยอะเลยล่ะ

นอกจากเนื้อที่ยากและซับซ้อนมากขึ้น(เพราะเยอะและไอ้วิธีเรียนข้างบนนั่น) งานก็เยอะตามมา การบ้านก็มหาศาลล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนมาก ทั้งรายงานปลายภาค(จริงๆ เพราะส่งชนกับสอบพอดี เลือกไม่ถูกทีเดียว --3--) ของทุกวิชาที่พร้อมใจกันสั่ง แล้วก็ยังมีสารพัดชิ้นงาน ทั้งของเล่น ทั้งเว็บไซต์(ไฮเทคขึ้น แต่ก็ยุ่งมากขึ้น เพราะบางวิชาใช้ Web Blackboard ทำงาน ส่งงาน แล้วก็ต้องรายงานว่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่งลิงค์เว็บ(Google Site) ที่ทำผ่านการreply ในTwitterของอาจารย์ นี่แหละ วิชา เทคโนโลยีและการสื่อสารทางการศึกษา.. อะไรซักอย่าง) นี่เรียนพยาบาลฉุกเฉินก็ต้องมีสอบปฏิบัติการพันผ้าพันแผลแบบต่างๆ การทำCPR อีก (TT^TT) วิชาสุนทรียศึกษา ก็ต้องไปหาดูงานศิลปะ หรือดนตรี หรือละครเวที แล้วเอามานั่งวิเคราะห์วิจารณ์ ทำเป็นpowerpoint ส่งเข้าBlackboard (อีกแล้ว) ... อื่นๆอีกมากมาย มากมาย อื่นๆอีกมากมาย มากม๊ายยยยยยยย~ (TT[]TT/////)

 

เป็นการเพ้อที่ยาวมาก

แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้ว มีความสุขนะ ไม่ใช่ว่าสุขเพราะ "ชั้นชอบวิชานี้ สาขานี้" แต่ชอบเพราะคิด แล้วก็รู้สึกว่ากำลังได้ "เรียน" การเรียนเป็นการสร้างประสบการณ์แบบย่นระยะเวลาลงมา ไม่งั้นเราอาจจะต้องใช้เวลาสิบปี ยี่สิบปีกว่าจะเข้าใจและรู้จักแก้ปัญหาได้ แต่เราเรียน เรียนรู้ล่วงหน้าสิ่งที่จะเจอ จากสิบปีก็เหลือห้าปี

เราทนไม่ได้ถ้าเรียนแล้วรู้สึกว่า "ไม่รู้อะไรเลย" จะถามตัวเองว่า กำลังทำอะไรอยู่? ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ใช่แค่ว่าจะผ่านไม่ผ่าน แต่ถึงผ่านไปแล้วว่างเปล่า เสียเวลาห้าปีไม่มีอะไรเลย จะไปทำอะไรกิน ต้องเสียเวลาอีกสิบปีมาเรียนรู้เอง เหนื่อยมั้ย? เหนื่อยตอนนี้ สบายทีหลัง เหนื่อยตอนที่ยังเหนื่อยได้ ยังเด็ก ยังไหว แล้วพอแก่ไปก็แก่ความรู้ แก่ประสบการณ์ เป็นประโยชน์กว่ามั้ย? พ่อกับแม่สอนแบบนี้ตลอด (^^)

แล้วเราก็ชอบ ความรู้สึกเหมือนทุกอย่างที่ทำตรงนี้มีนคืออนาคตข้างหน้า อนาคตของครูอนุบาล หรือพี่เลี้ยงเด็ก หรือนักวิจัย อะไรก็ได้ ที่ได้ใช้สิ่งที่เรียนมาเลี้ยงตัวเองได้

เราไม่เคยมีความฝันว่าอยากเรียนอะไร อยากเป็นอะไร มีแต่อะไรที่ไม่เอา ไม่ได้ ไม่ไหว(จริงๆ) ก็ตัดออกไป สุดท้ายตอนนี้มาเรียนตรงนี้ ไม่เคยเสียใจ คิดว่าตัวเองโชคดีที่เป็นแบบนี้ เพราะความสุขของเราคือ ประโยชน์ที่เรากำลังจะสร้างในอนาคต ไม่ใช่ว่าไม่ชอบในสิ่งที่เรียน มันยืดหยุ่นกว่ากันมาก เพราะยืดหยุ่น เลยมีความสุขได้ง่าย พอคิดแบบนี้แล้วก็รู้สึกว่า "ดีงจังวุ้ย ที่มีนิสัยแบบนี้" เพราะทุกคนต้องมีความทุกข์ ถ้าสุขง่าย ชีวิตก็สดใส

ตอนนี้เหนื่อย แต่พอผ่านไปแล้วมันก็จะสดใส

เราเชื่อแบบนั้นนะ

เฮ้ย! ตอนนี้สดใสมาก งานไม่เดินมัวแต่อัพบล็อก (ฮ่าๆๆๆๆๆๆ)

 

รูปเซตนี้เป็นตอนไปบ้านเด็กจุฬาคั้งล่าสุด

Photobucket   

"สิน ละ ปะ มา กำ!!!"

PhotobucketPhotobucket

คนนี้คือ คุณคิม(ไม่แคร์สื่อ) เพราะไม่แคร์สื่อจริงๆ ใครจะทำอะไรเชิญ เพราะคุณคิมยินดีจะยืนนิ่ง นั่งนิ่ง ประกอบกับหน้าตาเหวี่ยงๆสไตล์เกาหลีเหนือ

ข้างล่างคือซีรี่ย์ พลอยพลอย @ห้องทารก น่ารักตลอดกาล "บ๊ายบาย จุ๊บๆ"

Photobucket      PhotobucketPhotobucketPhotobucketPhotobucket

Photobucket

ข้าวกล่อง โดยคุณยาย (อิอิอิอิอิ)

 

ละครนิเทศ เรื่องวิมานมายา final round สนุก และไดร์ไอซ์แรงมาก XD

Photobucket Photobucket Photobucket

กล้องไม่ผิด ผิดที่คนมันถ่ายมืดๆไม่เป็น :(

:D

อาทิตย์ที่แล้วอาจารย์ปล่อยให้ไปobserveเด็กที่สาธิต ก็ตั้งใจสุดๆว่าจะไปดูพัฒนาการของน้องๆอนุบาลสอง(ที่ขึ้นมาจากอนุบาลหนึ่งปีที่แล้ว)

ตอนแรกก็แวะไปห้องอ.หนึ่งก่อน เด็กๆมาใหม่น่ารักมากๆ แล้วพอดีได้เจอพี่ก้อนหิน พี่สาขาที่เพิ่งจบไปปีนี้ ตอนนี้พี่เขาเป็นครูอยู่ที่สาธิตนี่แหละ เท่ห์มากๆ

มีน้องใหม่เข้าตาคนนึง ชื่อปิง ก็เรียกปิงนี่แหละ แต่พอดูชื่อที่โต๊ะแล้วก็พบว่าจริงๆน้องชื่อ ปิงซาน มันแปลว่าอะไรละเนี่ย? ชื่อแปลกๆกันทั้งนั้นเด็กเดี๋ยวนี้

ปิงก็มีวีรกรรมอีกแล้ว ก็ตามแบบเด็กทั่วไปแหละ อยากให้ครูสนใจ ตอนแรกพี่ก้อนหินก็สอนเรื่องสีผ่านนิทานว่าบ้านคุณหมีถูกพายุพัดกระจัดกระจายไปบ้านคุณสัตว์ตัวอื่นๆ แล้วก็ไปตามเก็บส่วนต่างๆของบ้านที่มีหลายๆสีมา ตอนหลังพี่เขาก็ถามที่ละคน ว่าอันนี้สีอะไร

เจ้าหนูปิงซานก็วาดลวดลายเลย พี่ก้อนหินบอกให้เด็กๆเก็บมือสวย ก็คือให้นั่งนิ่งๆ กุมมือไว้ที่ตัก ปิงซานก็อยากให้ครูเรียก ก็เลยเก็บมือสวยแต่นั่งแบบยงโย่ยงหยกมาก

"ครูคับ ปิงเก็บมือสวยแล้ว" แล้วก็ยื่นมือที่เก็บให้ดู

"ครับ ปิงรอแป๊บนึงนะ"

"ปิง ปิงเก็บมือสวยแล้ว" ก็ยื่นให้ดูอีก

"ปิงเก็บมือสวยแล้ว แต่ปิงยังนั่งไม่เรียบร้อยเลยครับ"

"ปิงเก็บมือสวยแล้ว"

"ปิงเก็บมือสวยแล้ว แต่ปิงยังนั่งไม่เรียบร้อย" เออ อันนี้ปิงพูดเอง

ได้ใจเพื่อนเราไปเต็มๆ

"ปิงซานน่ารัก" "" น้องปิงน่ารักมากๆ" >[]

เหอเหอ

 

เท่านั้นยังไม่พอ พอถึงตอนเที่ยง คือครุประจำห้องต้องให้เด็กๆตั้งแถวแล้วไปกินข้าวที่โต๊ะโรงอาหาร

พอเจ้าปิงออกมาได้ปั๊บ มันวิ่งไปที่โต๊ะเลยไม่ตั้งแถว ไม่รอเพื่อนใดๆทั้งนั้น ละทิ้งทางโลกไปแล้ว เลยโดนลงโทษว่าไม่รอเพื่อน อดกินข้าวไป

ก็ไม่ใช่ว่าอดเลยหรอก แต่ให้กินที่หลัง

พอมาคิดๆดูแล้ว ที่นี่ไม่มีการตี แต่เป็นการลงโทษให้จำ และให้รู้ว่าถูกทำโทษเพราะอะไร ปิงซานก็น่าสงสารนะ นั่งร้องไห้ เช็ดน้ำตาป้อยๆ มือก็เกาะพี่ก้อนหินตลอด แบบหาที่ยึดเหนี่ยวสุดๆ น่ารักดี

เลยกลายเป็นขวัญใจพี่ๆปฐมวัยปีสองไปซะ

อีกคนก็คือน้องชายนี่ ชื่อน้องมิคแหละ อยู่อ.หนึ่งเหมือนกัน ที่เรียกน้องชายนี่ก็เพราะใส่กางเกงสีแดง แล้วก็ขาวมากๆ แล้วก็ตัดผมบ๊อบ หน้าม้ากะลาครอบ โห เกาหลีสุดๆ พี่ๆเลยเรียกกันซะแบบนั้น :)

 

มาดูหนูมารีขึ้นอ.สองกันบ้าง

มารีจำไม่ได้แล้วแหละ ว่าอิเจ๊หัวเถิกนี่ใคร แต่ก็คุยด้วยมากขึ้น ตัวยืดขึ้นเยอะแล้วก็สเกลหัวเล็กลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

แล้วก็แจ๊กพ็อตพอดีที่ตอนแวะไปดูน้องกำลังระบายสีอยู่ เออ ดีขึ้นเยอะเลยแหละ

ข้อมือแนบโต๊ะ แล้วก็คุมดินสอสีได้มากขึ้น พอขึ้นอ.สองแล้วก็ใช้สีแท่งขนาดปกติ (ปีก่อนจะเป็นสีแท่งๆอ้วน ให้จับได้ถนัดมือมากกว่า)

เจอฮานะด้วย ปีที่แล้วผมยาวมัดแกะสองข้าง ตอนนี้ตัดผมสั้นแล้ว น่ารักไปอีกแบบ ,,^^,,

ปีนึงนี่เร็วเนอะ ตอนนี้อาจารย์ที่สาธิตก็บอกว่า สามารถมาดูเด็กได้ตลอด จะมาเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะตอนนี้ก็เรียนกันละเอียดมากขึ้น ดูของจริงดีกว่าอยู่แล้วแหละเนอะ

 

อันนี้รูปตอนไปบ้านเด็กจุฬา เป็นที่รับดูแลลูกๆบุคลากรในนั้น มีสองส่วนคือส่วนเด็กเล็ก(ยังไม่เข้าอนุบาล) กับทารกเตาะแตะ(เบบี้มากๆ) 

Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket

"มากสิ่ง"

posted on 27 Apr 2009 09:08 by ouxoui

คำว่า "มากสิ่ง" นี่มันมาจากไหนก็ไม่รู้ รู้แต่เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ของเรามาก มันไม่ใช่มากสิ่งแบบเรื่องมาก แต่เป็นมากสิ่งแบบ มากสิ่ง สิ่งต่างๆที่ต้องทำมันมากมายจริงๆ ตามกำหนดคือเปิดเทอมเดือนมิถุนา แต่ดูจากสมุดนัดแล้ว เดือนพฤษภานี่ต้องออกจากบ้านทุกวัน เช้าบ้าง บ่ายบ้าง เช้ายันบ่ายบ้าง ... ไม่ไหวแล้ว~

ตอนปีหนึ่งเฟรชชี่ก็เหนื่อยกับการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆมากมาย พอขึ้นปีสองนี่ยิ่งเหนื่อยกว่าเพราะต้องคอยซับพอร์ตน้องให้สามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆได้อย่างมีความสุขสนุกสนานสำราญใจ แล้วถ้าเท่านั้นยังไม่พอ นอกจากกิจกรรมคณะแล้วก็ยังมีกิจกรรมสาขา แล้วก็เป็นพี่เชียร์อีก โฮก~~~ วันก่อนก็ไปประชุมมา ได้ตารางกำหนดวันเชียร์ต่างๆของคณะมาแบบ เดือนมิถุนานี่ไม่ต้องเรียนกันล่ะ ใส่พรีททั้งเดือน ใส่คัทชูทุกวัน กรี๊ดๆๆๆ นี่มันอะไรกัน สอบไปไหน!!!!!

เฮ้อ~

มีเวลาพักวันนี้อีกวันเดียว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปก็เดินสายทัวร์คอนเสิร์ตกันล่ะ คิวแน่นยังกะดงบังยุบวงรวมกับบิ๊กแบง ไม่ผอมให้มันรู้ไป!!

 

:X :X  :X 

ปกติบ้านเราจะไม่ค่อยดูทีวี ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่มันกลายเป็นนิสัยไปแล้วมากกว่าที่จะทำอย่างอื่น เช่นเล่นเน็ต ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ อะไรเรื่อยเปื่อย แล้วจริงๆเราก็เป็นโรคที่ว่า ถ้าใครเปิดทีวีดูแล้วเราจะนอนไม่ได้ คือมันจะ *วิ้งๆ* อยู่ในหัว ต่อให้ปิดเสียงก็จะยังรู้สึกแบบนั้นอยู่ *วิ้งๆๆๆๆๆๆๆๆๆ* (กรี๊ดดด แค่คิดก็ไม่ไหวแล้ว~)

แต่ที่จะบอกคือ ช่วงนี้ทีวีบ้านติดทีวีกันเว้ยเฮ้ย ดูอะไรก็ได้ขอให้ได้ดู ตั้งแต่ข่าวไปจนถึงละครหลังข่าว รายการวาไรตี้หลังละคร บอลหลังเที่ยงคืน ดูมันมั่วไปหมด เนื่องจากดูมัว(เพราะไม่รู้ว่าช่องไหนฉายอะไรตอนไหน) เมื่อวานเลยแจ็กพ็อต เจอละครที่เป้กับอั้มเล่นด้วยกัน

"หูยย~ เป้เสลอว่ะเธอ"

"เออ อยากดูอั้มเล่นบทแบบนี้บ้างเหมือนกัน"

"หัวฟูเชียว"

"ทำไมมันต้องหัวฟูด้วยวะ"

"ก็แนวไง"

"..."

"..."

"..."

"กรี๊ดดดดดดดดดด พี่เป้แม่งหล่อว้อยยยย~!!!!!"

"!!!!!" (แม่หูแตกตายไปแล้ว)

เพิ่งจะรู้สึกว่า "เป้แม่งหล่อว้อยยยย~" ก็ตอนที่พี่แกมัดผมทำหน้าหน้าหวานขับรถเปิดประทุนนี่แหละ

"ขับรถเปิดประทุนในเมืองไทยเนี่ยนะ"

"ถ่ายจบเป้เสลอแม่งเป็นมะเร็งปอด ชั้นว่า"

(แม่ลูกขี้นินทา)

แล้วก็เม้าท์กันมันตลอดเรื่อง

ตั้งแต่พี่เป้เล่นกีต้าร์ (หูยยยยย)

พี่เป้สะพายกีต้าร์ไหล่เดียวเล่นได้ด้วย (ฮู้ววววววว)

พี่เป้โดนพ่อเอากีต้าร์ฟาดพื้น ("ชั้นว่าแล้วว่ามันต้องมีฉากนี้")

แล้วก็สลับไปดื่มน้ำมั่ง เข้าห้องน้ำมั่ง ร้อนๆก็ลุกไปทาแป้งเย็นอีก วุ่นวายกันทั้งคืน กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนนั่นแหละ

ยิ่งพอดูไตเติ้ลเล่นตอนจบ หูยยยย น่าดูว่ะ (ฮ่าๆๆๆๆๆ)

 

จริงๆไอ้เรื่องที่ติดทีวีนี่น่าจะมากจากที่แม่กลับบ้านมาจะดูสาปภูษาตอนจบ ดูกันไปกรี๊ดกันไป กลัวก็กลัว ปิดตาดูแบบปรือๆ ติ๊งต๊องก็องกอยกันไปเรื่อย แล้วมันก็ดันไม่ได้จบวันนั้น ดูผิดวัน!!! มันก็ต้องดูต่อสิ (แม่ลูกโรคจิต ไม่ดูมันทั้งเรื่อง มาดูตอนจบ แล้วก็ขวนขวายโทรถามคนนู่นคนนี้ให้เขาเล่าตลอดเรื่องให้ฟัง เป็นอันพอใจ) แล้วก็ที่แม่ไปดู มนรักข้าวต้มมัดมาจากในยูทูบ

"ตลกดีว่ะ โคตรบ้าบอเลย"

บ้าบอก็บ้าบอ ก็ดูกันไปเรื่อย แล้วสาปภูษาตอนจบ จบ ก็ดูอย่างอื่นเจาะใจ ตาสว่าง บลาๆๆๆ มีเรื่องนี้ด้วยมือนาง (ตกลงมันเป็นละครผีป่าววะ??) ก็เม้าท์กันอีก

"ตายๆ ส้มมาเล่นบทแบบนี้แล้วหรอเนี่ย"

"ทำไมอ่ะ"

"ที่มหาลัยนะ แต่งตัวโคตรแก่เลยอ่ะ มาแบบครบเซต ทำผม แต่งหน้า หูยยยย"

"อ่อ"

"เฮ้อ~ ลงทุนเล่นเป็นตัวร้ายแว้ดๆเลยอ่ะ"

แล้วก็เรื่องที่แต้วเล่น (ช่องสาม นึกชื่อไม่ออก)

"แต้วน่ารักเนอะ"

"..."

"..."

"ชั้นดูนานๆแล้วหน้าแปลกๆว่ะ"

"เหมือนเต้ยมั่ง ถ่ายรูปกับเอ็มวี โฆษณาอ่ะน่ารัก แต่เล่นละครแล้วบางมุมหน้ามันแปลกๆ"

 

หน้าร้อนนี่มันร้อนจริงๆเลยเนอะ

:D :D